แผนที่ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศไทย

        ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP 2015) กำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทนทุกชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทยเพื่อผลิตไฟฟ้ารวม 5,588.24 ktoe หรือเท่ากับ 19,684 MW ผลิตความร้อนรวม 25,088 ktoe และใช้ในภาคขนส่งรวม 8,712.43 ktoe รวมทั้งสิ้น 39,388.67ktoe คิดเป็นร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 (131,000 ktoe)

กราฟแสดงการใช้พลังงานทดแทนทุกชนิดที่มีอยู่ในประเทศไทย

        พลังงานความร้อนใต้พิภพหรือน้ำพุร้อน เป็นพลังงานประเภทหนึ่งที่กำหนดในแผน AEDP 2015 ให้มีการนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนทั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าและความร้อน โดยมีการกำหนดเป้าหมายการผลิตจากพลังงานความร้อนทางเลือกอื่น ๆ ไว้ที่ 10 ktoe

        ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้การนำพลังงานความร้อนใต้พิภพหรือพลังงานจากน้ำพุร้อนในประเทศไทยมาใช้เป็นพลังงานทดแทนประสบความสำเร็จคือการมีฐานข้อมูลแสดงศักยภาพทางด้านพลังงานของแหล่งน้ำพุร้อนแต่ละแหล่ง โดยข้อมูลดังกล่าวต้องเป็นปัจจุบัน มีความน่าเชื่อถือและเพียงพอที่จะใช้ประกอบการพิจารณาพัฒนาโครงการผลิตพลังงานที่เหมาะสมกับพื้นที่และศักยภาพพลังงานที่มีอยู่

         จากความสำคัญของฐานข้อมูลศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีอยู่ในแต่ละพื้นที่ (Area Base) ของประเทศ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) จึงได้จัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศไทยในรูปแผนที่ภูมิศาสตร์ที่แสดงที่ตั้งของแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพทุกแหล่งที่ค้นพบแล้วรวม 120 แห่งทั่วประเทศ โดยแต่ละแหล่งจะแสดงข้อมูลค่าศักยภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานคืออุณหภูมิน้ำร้อนผิวดิน ซึ่งประกอบด้วย

  1. ค่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินมากกว่า 90ºC มีศักยภาพสูงมาก ทั้งในการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์ (Organic Rankine Cycle) หรือระบบ Thermoelectric และศักยภาพในการผลิตความร้อนเพื่อการอบแห้งด้วยการให้ความร้อนโดยตรง (Heating & Drying) การอบแห้งด้วยการลดความชื้น (Cooling & Drying)
  2. ค่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินระหว่าง 70 – 90 ºC มีศักยภาพสูง สามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบระบบ Thermoelectric และศักยภาพในการผลิตความร้อนเพื่อการอบแห้งด้วยการให้ความร้อนโดยตรง (Heating & Drying) การอบแห้งด้วยการลดความชื้น (Cooling & Drying)
  3. ค่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินระหว่าง 50 – 70 ºC มีศักยภาพปานกลาง สามารถใช้ในการผลิตความร้อนเพื่อการอบแห้งด้วยระบบผลิตความร้อน (Heat Pump & Drying)
  4. ค่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินระหว่าง 40 – 50 ºC มีศักยภาพต่ำ สามารถใช้ในการผลิตความร้อนเพื่อการอบแห้งด้วยระบบผลิตความร้อน (Heat Pump & Drying) และผลิตน้ำร้อนเพื่อการอุปโภค บริโภค
  5. ค่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินต่ำกว่า 40 ºC ไม่มีศักยภาพในการผลิตพลังงาน

ดังนั้นในการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานจากความร้อนใต้พิภพในระบบฐานข้อมูลจะนำเสนอข้อมูลอุณหภูมิของน้ำพุร้อนผิวดินของทุกแหล่ง (ที่สามารถตรวจวัดได้) เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพตามลำดับดังกล่าวข้างต้น

     

        ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ตามศักยภาพข้างต้นคืออัตราการไหลของน้ำพุร้อนที่ผิวดิน โดยทั้งอุณหภูมิและอัตราการไหลที่ผิวดินของน้ำพุร้อนได้จากการสำรวจ ตรวจวัด (กรณีสามารถดำเนินการได้) ณ แหล่งน้ำพุร้อน หรือจากการประเมิน (กรณีไม่สามารถสำรวจตรวจวัดได้) โดยการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้าจะประเมินจากสมการ

       ผลการประเมินศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของน้ำพุร้อนแต่ละแหล่งที่แสดงในแผนที่ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศไทยจะแสดงเฉพาะในแหล่งที่มีอุณหภูมิน้ำพุร้อนผิวดินสูงกว่า 90 ºC โดยจะพิจารณาเฉพาะศักยภาพในเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งน้ำพุร้อนดังกล่าว ต้องทำการศึกษาข้อมูลในด้านอื่นเพิ่มเติม อาทิเช่น ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์/ทางการเงิน กรรมสิทธิ์ที่ดินและข้อกฏหมายต่างๆ เป็นต้น

         ในส่วนของข้อมูลที่ใช้ในการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานความร้อนที่ผลิตได้ จะประเมินจากการนำพลังงานความร้อนจากน้ำพุร้อนไปใช้สำหรับอบแห้งพืชผลทางการเกษตร โดยจะประเมินเฉพาะการใช้ห้องอบแห้งแบบรวมศูนย์เท่านั้น เนื่องจากเป็นระบบที่นิยมใช้กันในประเทศ โดยการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการอบแห้งแบบรวมศูนย์จะประเมินจากสมการ

         โดยการประเมินศักยภาพการผลิตพลังงานความร้อนเพื่อใช้ในการอบแห้งแบบรวมศูนย์จะประเมินเฉพาะแหล่งน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิน้ำพุร้อนผิวดินสูงกว่า 70 ºC เท่านั้น โดยจะพิจารณาเฉพาะศักยภาพเบื้องต้นเท่านั้น หากต้องการพัฒนาโครงการอบแห้งแบบรวมศูนย์จากแหล่งน้ำพุร้อนดังกล่าว ต้องทำการศึกษาข้อมูลในด้านอื่นเพิ่มเติม อาทิเช่น พืชผลทางการเกษตรที่จะนำมาอบ ความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์หรือทางการเงิน กรรมสิทธิ์ที่ดินและข้อกฏหมายต่างๆ เป็นต้น

         นอกจากการใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าและความร้อนแล้ว การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำพุร้อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือสันทนาการ ทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ ดังนั้นนอกจากประเมินศักยภาพเชิงพลังงานแล้ว การพัฒนาและจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศไทย จะนำเสนอสถานภาพการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของแหล่งน้ำพุแต่ละแหล่งในปัจจุบัน ได้แก่ ภาพถ่ายแหล่งน้ำพุร้อนและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้สำหรับประเมินศักยภาพการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตได้

          พพ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลในแผนที่พลังงานความร้อนใต้พิภพของประเทศไทยที่ได้พัฒนาและจัดทำขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการผลิตพลังงานจากพลังงานความร้อนใต้พิภพตามแผนพัฒนาพลังานทดแทนและพลังงานทางเลือก 2015 (AEDP 2015) และในอนาคต พพ. จะปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีการพัฒนาโครงการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำพุร้อนที่มีอยู่ในแต่ละ แหล่งทั้งเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อนและการท่องเที่ยว ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของประเทศต่อไป

  เข้าสู่ระบบ